ZeedMovie !!

tamma

เป็นธรรมะ กับเรื่องใกล้ตัวดีครับ น่าจะนำไปใช้ และเข้าใจกันได้ง่าย 
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ 

ขอบคุณ เวป raksa-dhamma ครับ 
-------------------------------------------------------------------------- 
คำถามที่3 
คนธรรมดาอย่างเรา ๆ สามารถรับรู้กรรมเก่า หรือสร้างกรรมใหม่ได้หรือไม่ ถ้าได้ มีวิธีตรวจสอบอย่างไร 

ตอบ 
การรู้เรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม เป็นเรื่องที่เราชาวพุทธควรจะเข้าใจรู้เหตุรู้ผลของการกระทำและผลที่จะเกิด ขึ้น ถือว่าเป็นปัญญาเบื้องต้นที่จะอุปการะเราให้ตั้งต้นให้ชอบ ไม่เป็นคนมีความเห็นผิด 
ถามว่า เรารู้เรื่องกรรมเก่าที่เราทำมาได้หรือไม่..ท่านว่าไม่ใช่วิสัยของเราที่จะ รู้ได้ เว้นแต่พระผู้มีพระภาคเท่านั้นที่รู้แน่แท้ ขนาดกรรมที่เราทำที่แล้วๆมาในชาตินี้ เราก็ยังลืม อย่าว่าแต่ชาติในอดีตเลย 
กรรมนั้นมีทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่เป็นไปกับบุญหรือบาป หากเป็นกรรมดีที่เรียกว่า กุศลกรรมผลแห่งกรรมดีก็ให้ผลเป็นความสุข หากเป็นกรรมไม่ดีหรืออกุศลกรรม ผลแห่งกรรมก็นำมาซึ่งความทุกข์ 
เราเองไม่สามารถรับรู้กรรมเก่าในอดีตชาติได้ก็จริง แต่เรารู้ผลได้นี่คะ ผลที่ส่งมาให้เรารับทั้งผลแห่งกรรมดี และผลแห่งกรรมชั่วคละเคล้าตามเหตุตามปัจจัยที่ผลนั้น ๆ จะส่งได้ เราจึงรู้กรรมเก่าโดยดูจากผลแล้วอนุมานเหตุ เช่นเรากำลังได้รับความทุกข์จากความเจ็บปวด เราย่อมรู้ทันทีว่าเราเคยทำไว้กับสัตว์อื่น ให้ได้รับความเจ็บปวดมา ดังนี้เป็นต้น 
เพราะเหตุอย่างไรผลก็อย่างนั้น นี่เรียกว่ารู้โดยเป็นเหตุเป็นผลกัน แต่จะให้รู้ว่าเป็นกรรมชนิดนั้น ๆ นั่นเทียว ทำไว้ด้วยอาการอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไว้เมื่อนั้นเมื่อนี้หรือทำไว้กับบุคคลโน้น อะไร ๆ อย่างนี้ ชื่อว่าไม่ใช่วิสัยของเรา 
ที่ถามว่าเราสามารถรู้กรรมใหม่ได้หรือไม่ ในนัยที่ถามนั้นเป็นคำถามที่ดี เพราะตรงนี้เป็นการสร้างเหตุใหม่ สร้างกรรมใหม่ เราอยู่ในฐานะที่จะรู้ได้ และควรจะรู้ด้วย 
ปัญหาคือ รู้น่ะรู้ได้ แต่จะรู้ถูกต้องหรือไม่ ...ซึ่งต้องมีการฟังธรรมและมีการศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมบ้างพอสมควร จึงจะเรียกว่าพอจะรู้ถูกต้องไม่ใช่เรื่องที่เราจะรู้ได้เอง คิดได้เอง 
ถ้าเราได้ฟังธรรมจากผู้รู้ถูกต้อง เราก็ได้ความรู้ถูกต้อง ทีนี้พอเรารู้ถูกต้องนี่เราก็จะเข้าใจและพิสูจน์เอาได้ ทีนี้ก็มีโอกาสทำแต้มต่อแล้ว เราแก้ไขกรรมเก่าไม่ได้ แต่เมื่อเกิดความรู้ความถูกต้องแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้เราทำกรรมใหม่ถูกต้องได้ เป็นการสร้างที่พึ่งให้ความสวัสดีแก่ตนทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นการรู้ว่าอะไรควรละ รู้ว่าอะไรควรทำให้มาก ทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น รู้ว่าอะไรเป็นบาป รู้อะไรเป็นบุญ รู้เหตุและรู้ผล เมื่อรู้อย่างนี้ชื่อเป็นคนมีปัญญาเบื้องต้น เรียกว่า กัมมัสสกตาปัญญา 
อย่างน้อย การได้เปิดเว็บนี้ขึ้นมาอ่านคำตอบ และยังมีคณาจารย์หลายท่านแสดงธรรมอยู่ในเว็บนี้ คุณก็มีเป็นคนมีบุญมาก และยังมีโอกาสไม่สิ้นสุดในการสร้างกุศลต่อไป อันเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาด้วย ซึ่งมีผลอย่างยิ่ง ขอเชิญคุณศึกษาธรรมะจากเว็บนี้ ซึ่งมีทั้งคำถาม คำตอบจากหลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ นัย ตลอดจนบทความธรรมะที่น่าสนใจและการแสดงธรรมทั้งหลาย ๆ หัวข้อซึ่งกว้างขวางมาก ขอให้การมีเว็บนี้ขึ้นมานั้นเป็นประโยชน์ต่อคุณอย่างมากเถิดนะคะ 
_________________
 


 


 


 


 


 


 



 



ดีใจจังที่ไม่ใช่พระไทย  


ที่มา 
http://fwmail.teenee.com/etc/29804.html 
เช่นเดิมครับ วันนี้ยาวนิดนึงครับ แต่อยากให้อ่านให้จบครับ
เป็นธรรมะ กับเรื่องใกล้ตัวครับ น่าจะนำไปใช้ และเข้าใจกันได้ง่าย
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านครับ

ขอบคุณ เวป raksa-dhamma ครับ
--------------------------------------------------------------------------
คำถามที่2
เราทำดีที่สุดแล้ว แต่คนอื่นยังไม่พอใจ จะทำอย่างไรให้เขาพอใจ

ตอบ
คำถามนี้ต้องแสดงออกเป็น ๒ เงื่อน

เงื่อนแรกก็คือ เราทำดีที่สุดแล้ว แต่คนอื่นยังไม่พอใจ
เข้าใจว่าผู้ถามกำลังทุกข์ใจ ด้วยเหตุที่ว่า ดูเหมือนคนอื่นๆจะไม่พอใจตนแต่คนอื่นในที่นี้ไม่ทราบว่าเป็นคนอื่น ๆ รอบ ๆ ตัวเรา หรือว่าบางทีก็เป็นคน ๆ เดียวที่เรา "แคร์" เสียมากมาย
หากรู้สึกว่าคนอื่น ๆ รอบตัวเราไม่รู้เป็นอะไรกันหมด เราทำอะไรก็ไม่พอใจเขาซักอย่าง รู้สึกว่าเข้ากับคนอื่นได้ยาก อย่างนี้ขอแนะนำว่าเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนตัวเราเองใหม่ว่าที่ว่าดีที่สุด ของเรานั้นดีอย่างไร

บ่อยครั้งที่เราตัดสินใจตามความชอบใจของเรา แต่บางทีก็ไม่ชอบธรรม ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าดีนั้น หากเราเอาความชอบใจของเราไปตัดสินแล้ว ก็มักทำให้เกิดปัญหาเสมอ ๆ กับเราเองและผู้อื่น
เก้าอี้ตัวหนึ่ง อาจจะเตี้ยไปสำหรับบางคน แต่อาจจะสูงไปสำหรับอีกคน และก็อาจจะพอดี ๆ กับอีกคนหนึ่งก็ได้ นี่คือปัญหาว่า เราอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีมองตัวเราเอง เปลี่ยนวิธีมองคนอื่นด้วย
ถามว่า แล้วจะเอาอะไรมาตัดสินล่ะ ว่าดีหรือไม่ดี ก็ต้องเอาธรรมะมาตัดสินสิคะ จึงจะชอบธรรม อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ผลย่อมแตกต่างกันเริ่มจากง่ายๆ ให้เราดูว่าเราเป็นคนอย่างไรก่อน เปลี่ยนตัวเองนั้นทำได้เปลี่ยนแปลงคนอื่นทำยากค่ะ
คือ คนที่เป็นบุคคลอันเป็นที่รักของคนอื่นนั้น มักมีลักษณะร่วมที่เห็นได้ชัดคือ เป็นคนใจเย็น (อโทสะ) ไม่มักโกรธ และเป็นคนมีทาน (อโลภะ) เป็นอัธยาศัย

คนมักโกรธเป็นคนที่คนอื่นไม่อยากอยู่ใกล้เพราะร้อนค่ะ อยู่ใกล้แล้วเป็นทุกข์ และต้องเป็นคนที่ไม่เอาความคิดของตนเป็นใหญ่ เอื้อเฟื้อมีน้ำใจแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ก็ง่ายดายมากที่จะสามารถทำตนให้เป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่รักได้โดย ง่าย
การให้ทั้งการเผื่อแผ่ในสิ่งที่สมควร (ไม่ใช่ให้จนตนเองเดือดร้อน) แก่บุคคลที่สมควร หรือแม้แต่ให้ใบหน้าที่มีอาการยิ้มแย้มมีไมตรี ให้ความช่วยเหลือการงานผู้อื่นตามสมควร สนใจในทุกข์สุขของคนรอบๆตัวบ้าง อย่างนี้เป็นคนเอื้ออาทรดีนะคะ
มีหูที่รับฟังคนรอบข้าง ให้วาจาที่อ่อนโยน และมีไมตรี คนที่มีลักษณะอย่างนี้ใคร ๆ ก็อดจะรักไม่ได้ เพราะน่ารักเสียจริง ๆ
สังเกตว่าเราเป็นอย่างไร โดยเทียบเคียงกับลักษณะข้างต้น เราเป็นคนช่างยิ้มแย้มไหม?.... ใครพูดอะไรเราก็รับฟัง พูดผิดพูดถูกเราก็ฟัง...
หรือเราเป็นคนขี้หงุดหงิด เราทำอะไรถูกเสมอ คนอื่นผิดหมด...
หรือใครทำอะไรผิดก็มักเพ่งโทษ โกรธ เจ็บจำไม่มีวันลืม อภัยได้ยาก แค้นฝังใจ หน้าตาบูดบึ้งอาจิณ... มักกล่าวถึงสิ่งไม่ดีของคนอื่นให้คนอื่นๆฟัง คืออยากให้ผู้ฟังเขาโกรธคนที่เราโกรธนั่นแหละ...หรือพูดจาบาดหูคนฟังได้เก่ง ชะมัด อะไรทำนองนี้...

เคยมีอะไรเผื่อแผ่ เพื่อนฝูงไหม?... เราชอบพูดเรื่องที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ... ก็ลอง ๆ สอบทานดูนะคะ หากเจอตอปัญหาข้อใดข้อหนึ่งเข้าก็ไม่เป็นไรค่ะ ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเอง ค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมไป แล้วก็ลองพิจาณาผลที่ตามมานะคะ ทำยากก็จริง แต่ทำแล้วมีความสุข และชื่อว่าได้ชนะตัวเองด้วย
ที่นี้ หากเราเองไม่มีปัญหากับเพื่อนคนอื่น ๆ แต่มีเพียงคน ๆ เดียวที่เราแคร์เอาเสียมากมาย ... บางทีเราก็ต้องดูทั้งเราและเขาคนนั้นนะคะว่า เป็นอย่างไร
บ่อยครั้งที่เราแคร์คนที่ "เกเร" ก็มีค่ะ ก็ต้องตอบตัวเองว่า เราใส่ใจคนเกเรแล้วเราได้ประโยชน์อะไร? หรือบางทีก็เพราะเราแคร์มาก เราก็หวังมากที่จะให้เขามารักเรา แสนดีกับเรา ดีเท่าที่ใจเราต้องการ อย่างนี้ก็ทุกข์ตลอดค่ะ เพราะเราบังคับคนอื่น ไม่ได้ ต้องฝึกใจตัวเอง ฝึกที่จะรักตัวเองให้เป็นค่ะ
การที่เรารักตัวเองเป็นนั้นจะทำให้เราเป็นอิสระจากการรักหรือ ไม่รักของคนอื่นได้

ดังนั้น คำถามแม้ในเงื่อนที่ ๒ ว่าทำอย่างไรให้เขาพอใจ ก็เฉลยไปตามนัยข้างต้นแล้ว ถ้าเราทำได้ เราก็เป็นคนน่ารักแล้ว การเป็นคนน่ารักก็เป็นการรักตัวเองแล้วค่ะ เพราะทำให้ตนและผู้อื่นมีความสุข
แต่ทีนี้ บางคนเขาก็อาจจะไม่พอใจเราด้วยเกี่ยวกับว่าเขาอยากให้เราดีเท่าที่ใจเขาต้อง การ บางทีนั่นก็ไม่ใช่หนทางการแก้ปัญหา เราก็ควรรักตัวเองนะคะ
เขารักเราพอใจเราก็ได้ ไม่รักไม่พอใจก็ได้ เพียงแต่เรารู้จักรักตัวเองก็ทำให้เราไม่หวั่นไหวต่อความชอบใจ ไม่ชอบใจของคนอื่นได้แล้ว
ท้ายนี้ฝากไว้เผื่อคนอื่น ๆ ด้วยนะคะว่า... ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความรักหรือคนรักแล้วละก็ ขอฝากข้อคิดเตือนใจว่า “ความรักนั้นเหมือนเงาถ้าเราวิ่งไล่เงาก็จะวิ่งหนี แต่ถ้าเราหยุดหรือเราวิ่งหนี เงานั้นก็จะวิ่งตาม”
เรื่องที่เราต้องไปแสวงหาความรักจากคนอื่นนี่ เป็นทุกข์มากนะคะ กลับมารักตัวเองดีกว่า ไม่ทุกข์และไม่เหนื่อยคะ

ขอบคุณ เวป raksa-dhamma ครับ
--------------------------------------------------------------------------
คำถามที่1
อยาก ทราบว่า การทำบุญนำเงินใส่ซองแล้วอธิษฐาน จากนั้นฝากให้คนอื่นไปทำแทน เปรียบเทียบกับการนำไปถวายด้วยตัวเอง อย่างไหนจะได้บุญมากกว่ากันครับ

ตอบ
การทำบุญนั้น เราทำได้ ๓ ทวาร คือ ทางกาย, ทางวาจา และทางใจ แบบแรกนั้นกุศลเกิดขึ้นทางมโนทวารเท่านั้น และเป็นไปด้วยเวลาอันสั้น เราใส่ซองเสร็จ อธิษฐานเสร็จ จบแล้วก็หมดกัน ทำเพียงเท่านี้อันที่จะเป็นเหตุให้จิตหวนระลึกถึงกุศลนั้นๆ ก็ยากเพราะเราอาจลืมไปเลย แบบที่ ๒ การที่เราตั้งใจไปถวายพระนั้น อากัปกิริยาของเราเวลาทำนั้นต่างกัน ซึ่งผู้รับเป็นผู้ทรงศีลก็พลอยทำให้ใจเรานุ่มนวลไปด้วยความอ่อนน้อมด้วย นี่กุศลแห่งความนอบน้อมก็เกิด...... การน้อมกราบพระก็กระทำอย่างตั้งใจและนุ่มนวล กุศลกายกรรมที่ประณีตก็เกิดขึ้นขณะเวลากราบ เวลาถวาย นี่ก็อีกอย่างหนึ่งละ...... ทานที่ถึงมือผู้รับ คือเราทำทานด้วยตนเองเป็นการทำทานด้วยความเคารพ อันนี้อานิสงส์ก็มากนะคะ.... นอกจากนี้ยังมีโอกาสฟังพระสวดมนต์ให้รับศีล การสมาทานศีลก็เกิดขึ้นอีก ....ได้กรวดน้ำกุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ กุศลที่เกี่ยวกับการอุทิศผลบุญก็เกิดขึ้นอีก ดังนั้นระยะเวลาในการทำกรรมนี้ก็ยาวนานกว่า และข้อสำคัญทำได้ครบทั้ง ๓ ทวารเลยค่ะ
ปัญหามีอยู่ว่า บางครั้งไม่ใช่โอกาสที่เราจะเลือกทำได้ แม้รู้ แม้เข้าใจ เพราะอาจจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะทำบุญได้ตามอย่างที่ ๒ ทุกครั้ง ถ้าจำเป็นต้องทำแบบที่ ๑ ก็ขอให้ท่านมีความเข้าใจในเรื่องการทำกุศลให้ดีเสียก่อนแล้วจึงทำทาน กุศลนั้นย่อมเกิดความประณีต เกิดด้วยจิตประกอบปัญญาได้เช่นกัน
แม้ในขณะที่เราทำกุศลอย่างแรกอยู่ก็ตาม แต่เมื่อตั้งใจไว้ดี รู้ว่าทานนี้มีผล ก็ถือว่าได้ทำกุศลประกอบปัญญาได้ แล้วตั้งเจตนาให้ครบทั้ง ๓ กาล เราทำตามโอกาสอำนวยนะคะ แต่เข้าใจวิธีปรับปรุงจิตใจของเราก่อนทำ ขณะทำ หลังทำให้ดี ก็ย่อมมีผลมาก